05 พ.ย. 2569
Key Takeaways
กรุงเทพฯ เผชิญความเสี่ยงน้ำท่วมจากหลายปัจจัย ทั้งการมีลักษณะเป็นพื้นที่ราบลุ่ม ปัญหาแผ่นดินทรุดตัว ตลอดจนต้องเผชิญกับน้ำเหนือ น้ำทะเลหนุน และฝนตกหนักฉับพลันในพื้นที่ การรับมือน้ำท่วมนอกจากการสร้างกำแพงกั้นน้ำยังต้องควบคู่กับการออกแบบเมืองให้ยืดหยุ่นตามแนวคิด Water-Positive, Flood-Resilient Design และ Sponge City ที่ซับและกักเก็บน้ำตั้งแต่ต้นทาง ควบคู่กับการบริหารจัดการระบบระบายน้ำและการป้องกันน้ำท่วม ที่ประกอบด้วยพื้นที่หน่วงน้ำ ระบบระบายน้ำรองรับฝนตกหนัก และการนำน้ำกลับมาใช้ใหม่
Table of Contents
การเติบโตของเมืองใหญ่ทั่วโลกมาพร้อมกับความท้าทายด้านทรัพยากรและสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะเรื่อง "น้ำ" ที่ทวีความรุนแรงขึ้นจากภาวะโลกเดือด (Global Boiling) ทำให้หลายเมืองต้องเผชิญทั้งปัญหาน้ำแล้งและน้ำท่วมฉับพลัน เพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงนี้ แนวคิดการพัฒนาเมืองจึงเปลี่ยนผ่านจากการป้องกันเพียงอย่างเดียว สู่การออกแบบระบบระบายน้ำที่ยืดหยุ่นและเกื้อกูลธรรมชาติ ผ่านกรอบแนวคิด Water-Positive และ Flood-Resilient Design
Water-Positive คืออะไร ?
Water-Positive หรือ "การคืนน้ำเชิงบวก" คือแนวคิดการบริหารจัดการน้ำที่ยกระดับไปอีกขั้น เป้าหมายไม่ใช่เพียงแค่การลดการใช้น้ำ (Water Conservation) แต่คือการวางระบบให้โครงการหรือองค์กรสามารถ "คืนน้ำสะอาดกลับสู่ธรรมชาติและชุมชนได้มากกว่าปริมาณที่ใช้ไป"
ความแตกต่างที่ชัดเจนคือ การประหยัดน้ำแบบดั้งเดิมมุ่งเน้นการใช้น้ำให้น้อยที่สุดและลดการปล่อยน้ำเสีย แต่แนวคิด Water-Positive จะครอบคลุมถึงการสร้างแหล่งน้ำเพิ่มเติม เช่น การกักเก็บน้ำฝน การบำบัดน้ำเสียให้กลับมาใสสะอาดเพื่อหมุนเวียนใช้ใหม่ในระบบทำความเย็นหรือรดน้ำต้นไม้ และการฟื้นฟูแหล่งน้ำในชุมชนรอบข้าง เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อระบบนิเวศโดยรวม
Flood-Resilient Design : ทำไมกรุงเทพฯ จึงต้องการการออกแบบที่ยืดหยุ่นต่อสภาวะน้ำท่วม ?
กรุงเทพมหานครตั้งอยู่บนพื้นที่ราบลุ่มปากแม่น้ำ และกำลังเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงหลายด้าน ทั้งแผ่นดินทรุดตัว ปริมาณน้ำเหนือ ระดับน้ำทะเลหนุน และปรากฏการณ์ฝนตกหนักแบบฉับพลันในพื้นที่ ซึ่งคาดเดาได้ยากขึ้น
Flood-Resilient Design หรือการออกแบบเพื่อรับมือน้ำท่วมอย่างยืดหยุ่น จึงเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการพยายามสร้างกำแพงกั้นน้ำให้สูงขึ้น ซึ่งมักจะแพ้ต่อมวลน้ำในที่สุด มาเป็นการยอมรับความจริงที่ว่า "น้ำจะต้องมา" และออกแบบพื้นที่ให้สามารถรองรับ ซึมซับ และระบายน้ำออกจากพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ โดยที่ระบบโครงสร้างพื้นฐานและการใช้ชีวิตของผู้คนยังคงดำเนินต่อไปได้ หรือฟื้นตัวกลับมาสู่สภาวะปกติให้รวดเร็วที่สุด
Sponge City : แนวคิดเมืองฟองน้ำที่เปลี่ยนเมืองให้ซับน้ำได้
หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญของ Flood-Resilient Design คือแนวคิด Sponge City (เมืองฟองน้ำ) ซึ่งเป็นการออกแบบโครงสร้างพื้นฐานให้เมืองทำหน้าที่เหมือนฟองน้ำขนาดใหญ่ แทนที่จะปล่อยให้น้ำฝนตกลงบนพื้นคอนกรีตแล้วไหลหลากไปรวมกันจนท่อระบายน้ำอุดตัน เมืองฟองน้ำจะดักจับและกักเก็บน้ำไว้ที่ต้นทางผ่านกลไกทางธรรมชาติ ได้แก่
แนวคิดนี้มีการนำไปประยุกต์ใช้จริงและประสบความสำเร็จแล้วในหลายมหานครระดับโลก เช่น เมืองอู่ฮั่นและเซินเจิ้นในประเทศจีน ซึ่งปรับเปลี่ยนพื้นที่เมืองให้ซับน้ำได้มหาศาล หรือเมืองร็อตเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ ที่ออกแบบ "จัตุรัสรับน้ำ" (Water Plazas) ซึ่งในวันปกติเป็นลานกีฬาและลานกิจกรรม แต่ในวันฝนตกหนักจะกลายเป็นบ่อกักเก็บน้ำชั่วคราวเพื่อป้องกันน้ำท่วมเมือง
องค์ประกอบของระบบระบายน้ำและการป้องกันน้ำท่วมในกรุงเทพฯ ที่มีประสิทธิภาพ
เพื่อรับมือกับวิกฤตน้ำ การออกแบบโครงสร้างพื้นฐานของโครงการขนาดใหญ่หรือเมือง ควรประกอบด้วย 3 องค์ประกอบหลัก ดังนี้
การจัดการทรัพยากรและน้ำสู่วิถียั่งยืนที่ วัน แบงค็อก (One Bangkok)
วัน แบงค็อก (One Bangkok) นำแนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืนมาประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการโครงการ เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสร้างความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระยะยาว โดยมีแนวทางการจัดการดังนี้
การบริหารจัดการน้ำภายในโครงการ
นำระบบกักเก็บน้ำฝนและระบบบำบัดน้ำเสียรวมศูนย์มาใช้งาน น้ำที่ผ่านการบำบัดจนได้มาตรฐานจะถูกหมุนเวียนกลับมาใช้ชำระสุขภัณ์ รดน้ำต้นไม้ทั่วทั้งโครงการ และใช้ในระบบทำความเย็นของอาคาร ช่วยลดการดึงน้ำประปาจากระบบสาธารณะมาใช้ได้อย่างมหาศาล
การบริหารจัดการทรัพยากร
โครงการใช้ระบบโครงสร้างพื้นฐานแบบรวมศูนย์ (Centralized Infrastructure) ที่ควบคุมการใช้พลังงานและน้ำผ่านเทคโนโลยีอัจฉริยะ ทำให้จ่ายน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และลดการสูญเสียทรัพยากรระหว่างทาง
การออกแบบที่ยืดหยุ่น (Resilient Design)
พื้นที่สีเขียว ภายในโครงการถูกออกแบบให้สอดคล้องกับแนวคิดเมืองฟองน้ำ ช่วยชะลอและกักเก็บน้ำฝนตามธรรมชาติ นอกจากนี้ ระบบงานวิศวกรรมหลักของอาคารยังถูกยกให้สูงกว่าระดับน้ำท่วมระดับ 500 ปี เพื่อรักษาการดำเนินงานที่สำคัญในช่วงภัยพิบัติได้ และสามารถฟื้นตัวให้คนกลับมาใช้ชีวิตปกติโดยเร็ว การออกแบบเพื่ออยู่ร่วมกับน้ำและการจัดการทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้เมืองใหญ่สามารถรับมือกับอนาคตที่คาดเดาไม่ได้ และผ่านพ้นทุกปัญหาด้วยความร่วมมือร่วมใจ ผ่านการขับเคลื่อนเชิงนโยบาย การประยุกต์ใช้นวัตกรรม และการลงมือปฏิบัติอย่างบูรณาการ
ร่วมสัมผัสแนวคิดการพัฒนาเมืองและการสร้างความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมจาก เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (Frasers Property) ได้ที่งาน Sustainability Expo 2026 (SX2026) ณ โซน Better Community ฮอลล์ 4 ชั้น G ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ระหว่างวันที่ 6-15 พฤศจิกายน 2569 เวลา 10.00-20.00 น. หรือ ทำความรู้จักแนวทางสร้างเมืองยั่งยืนของ วัน แบงค็อก (One Bangkok) เพิ่มเติมได้ที่หน้าเว็บไซต์ของเรา
ข้อมูลอ้างอิง
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับแนวทางการจัดการน้ำอย่างยั่งยืน (FAQs)
Q : Water-Positive คืออะไร และต่างจากการประหยัดน้ำทั่วไปอย่างไร ?
A : Water-Positive คือแนวคิดการคืนน้ำสะอาดสู่ธรรมชาติและชุมชนให้มากกว่าปริมาณที่ใช้ไป ต่างจากการประหยัดน้ำแบบดั้งเดิมที่มุ่งลดการใช้น้ำและลดน้ำเสีย เพราะครอบคลุมถึงการสร้างแหล่งน้ำเพิ่ม เช่น การกักเก็บน้ำฝน การบำบัดน้ำเสียเพื่อหมุนเวียนใช้ใหม่ และการฟื้นฟูแหล่งน้ำในชุมชนรอบข้าง
Q : Sponge City หรือเมืองฟองน้ำคืออะไร ?
A : Sponge City คือการออกแบบโครงสร้างพื้นฐานให้เมืองซับน้ำและกักเก็บน้ำฝนไว้ที่ต้นทางเหมือนฟองน้ำ ผ่านพื้นผิวที่น้ำซึมผ่านได้ พื้นที่สีเขียว และพื้นที่รับน้ำหรือแก้มลิง เพื่อลดน้ำหลากและลดความเสี่ยงท่อระบายน้ำอุดตัน
Q : ระบบระบายน้ำและการป้องกันน้ำท่วมที่มีประสิทธิภาพควรมีองค์ประกอบอะไรบ้าง ?
A : ควรประกอบด้วย 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ พื้นที่หน่วงน้ำเพื่อชะลอมวลน้ำฝน ระบบระบายน้ำที่รองรับฝนตกหนักตามสถิติปริมาณน้ำฝนสูงสุด และการนำน้ำกลับมาใช้ใหม่หลังผ่านการบำบัดจนได้มาตรฐาน
Q : วัน แบงค็อก (One Bangkok) บริหารจัดการน้ำเพื่อเมืองยั่งยืนอย่างไร ?
A : วัน แบงค็อก (One Bangkok) นำระบบกักเก็บน้ำฝนและระบบบำบัดน้ำเสียรวมศูนย์มาใช้ หมุนเวียนน้ำที่บำบัดแล้วไปรดน้ำต้นไม้และใช้ในระบบทำความเย็นของอาคาร ออกแบบพื้นที่สีเขียวตามแนวคิดเมืองฟองน้ำ และยกระบบงานวิศวกรรมหลักให้สูงกว่าระดับน้ำท่วมสูงสุดที่เคยเกิดขึ้นในอดีต
แท็ก
แชร์